ฟรีเว็บ
เข้าสู่ระบบสมาชิก
User Name
  Password
    สมัครสมาชิก
    ลืมPassword
   
 


  ค้นหาใน GOOGLE.CO.TH

คลิกไป หนังสือราชการ e-filing สพป.บึงกาฬ


บทว่าด้วย ลักษณะของ มหาบุรุษ ผู้เป็นเลิศ ใน 3 โลก

	มหาปุริสลักขณะ (บาลี: mahapurisalakkhana) หรือมหาปุริสลักษณะ คือ (สันสกฤต: mahapurisalaksana)
เป็นลักษณะที่บ่งบอกให้รู้ว่า  ผู้ที่เกิดมาแล้วมีลักษณะพิเศษสามสิบสองอย่างนี้ จะได้เป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งหรือที่เรียกว่า "พระโพธิสัตว์" คือ สัตว์ที่อาจตรัสรู้ ลักษณะ
ดังกล่าวได้แก่
    1.พระโพธิสัตว์ทุกองค์ มีพระบาทเรียบเสมอกัน (สุปติฏฐิตปาโท) กล่าวคือ ฝ่าพระบาทเสมอดังพื้นฉลองพระบาททองแห่งพระราชามหากษัตริย์  ไม่แหว่งเว้าสูง
ปลายเท้าหนักส้น กระโย่งกลางเท้า ดังสามัญมนุษย์
    2.พื้นภายใต้ฝ่าพระบาททั้งสองข้างของพระโพธิสัตว์ทุกองค์มีลายรูปจักรเกิดขึ้น มีซี่กำไดละพัน มีกงมีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง
    3.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีส้นพระบาทยาว (อายตปณฺหิ)
    4.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระองคุลียาว (ทีฆงฺคุลิ) กล่าวคือ มีพระองคุลีนิ้วพระหัตถ์ นิ้วพระบาทยาวงาม นิ้วพระหัตถ์ ทั้ง 4 และนิ้วพระบาททั้ง 5 มีประมาณเสมอกัน 
ไม่เหลื่อมยาว ไม่เหลื่อมสั้นดังสามัญมนุษย์
    5.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม (มุทุตลุนหตฺถปาโท) กล่าวคือ ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนเสมออยู่เป็นนิตย์
    6.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอันมีลายดุจตาข่าย (ชาลหตฺถปาโท) กล่าวคือ พระหัตถ์และพระบาทมีลายประหนึ่งร่างข่าย
    7.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระบาทรูปเหมือนสังข์คว่ำ (อุสฺสงฺขปาโท) กล่าวคือ พระบาทมีสังขะ คือข้อพระบาทลอยอยู่ ณ เบื้องบนข้อพระบาทไม่เนื่องพัวพันกับหลัง
พระบาทดังของสามัญชน
    8.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระชงฆ์รีเรียวดุจแข้งเนื้อทราย (เอณิชงฺโฆ)
    9.พระโพธิสัตว์ทุกองค์ เมื่อประทับยืนอยู่ แม้มิได้ก้มลง ก็สามารถเอาฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองลูบคลำได้ถึงพระชานุทั้งสอง (ฐิตโก ว อโนนมนฺโต)
    10.มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก (โกโสหิตวตฺถคุยฺโห) กล่าวคือ มีอังคาพยพซึ่งจะพึงซ่อนให้ลับด้วยผ้าตั้งลงแล้วในฝัก
    11.มีพระฉวีวรรณดุจวรรณะแห่งทองคำ คือ มีพระตจะประดุจหุ้มด้วยทองคำ (สุวณฺณวณฺโณ)
    12.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระฉวีละเอียด และเพราะเหตุที่พระฉวีละเอียด ธุลีละอองจึงไม่ติดอยู่ในพระกายได้ (สุขุมจฺฉวิ)
    13.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระโลมชาติอันมีปลายงอนขึ้นข้างบน มีสีเขียวเหมือนดอกอัญชัน และขดเป็นกุณฑลทักษิณาวัฏ (อุทฺธคฺคโลโม)
    14.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระโลมชาติเส้นหนึ่งในขุมหนึ่งขุม (เอเกกโลโม)
    15.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระกายตรงเหมือนพรหม (พฺรหฺมุชุคตฺโต)
    16.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระมังสะเต็มในที่เจ็ดแห่ง (สตฺตุสฺสโท) กล่าวคือ พระมังสะในที่ 7 สถาน คือหลังพระหัตถ์ทั้ง 2 หลังพระบาททั้ง 2 จะงอยพระอังสาทั้ง 2 
และพระศอฟูบริบูรณ์เต็มด้วยดี
    17.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระกายท่อนบนเหมือนกึ่งกายท่อนข้างหน้าของราชสีห์ (สีหปุพฺพฑฺฒกาโย)
    18.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีระหว่างพระอังสะเต็ม (ปีตนฺตรํโส) กล่าวคือ ระหว่างแห่งพระปฤษฎางค์ (แผ่นหลัง)อันเต็มไม่เป็นร่องดังทางไถดังมีในกายแห่งสามัญชน
    19.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีปริมณฑลดุจไม้นิโครธ วาของพระองค์เท่ากับพระกายของพระองค์ พระกายของพระองค์ก็เท่ากับวาของพระองค์ (นิโครธปริมณฑโล)
    20.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีลำพระศอกลม (สมวฏฺฎกฺขนฺโธ)
    21.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีเส้นปลายประสาทนำรสอาหารดี (รสคฺคสคฺคี) กล่าวคือ เอ็น 700 ที่สำหรับนำไปซึ่งรสอาหารมาสวมรวมประชุมณ พระศอ
    22.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระหนุดุจคางราชสีห์ (สีหหนุ) กล่าวคือ พระหนุ (คาง) ดั่งคางราชสีห์บริบูรณ์ดีประหนึ่งวงพระจันทร์ในวัน 12 ค่ำ
    23.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระทนต์สี่สิบองค์ (จตฺตาฬีสทนฺโต) (พระองค์มีฟัน 40 ซี่ สามัญชนทั่วไปมี 32 ซี่)
    24.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระทนต์เรียบเสมอกัน (สมทนฺโต) กล่าวคือ พระทนต์เสมอ ไม่ลักลั่น ยาวสั้นดังสามัญมนุษย์
    25.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระทนต์เรียบสนิทมิได้ห่างกันเลย (อวิรฬทนฺโต)
    26.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระทาฐะขาวงาม (สุสุกฺกทาโฐ) กล่าวคือ พระทาฐะ คือพระเขี้ยวอันขาวงาม
    27.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระชิวหาใหญ่ (ปหุตชิวฺโห) กล่าวคือ พระชิวหา (ลิ้น) อันพอ คือ อ่อนและกว้างใหญ่ อาจแผ่ปกพระนลาฏมิดและจะห่อให้เล็กสอดในช่อง
พระนาสิกและช่องพระโสตได้
    28.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ตรัสมีสำเนียงดุจนกการเวก (พฺรหฺมสฺสโร กรวิกภาณี)
    29.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระเนตรดำสนิท (อภินีลเนตฺโต) บ้างว่า พระเนตรเขียวสนิทในที่ควรจะเขียว
    30.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีดวงพระเนตรดุจตาโค (โคปมุโข)
    31.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระอุณาโลมาบังเกิด ณ ระหว่างพระขนง โดยมีสีขาวอ่อนเปรียบด้วยนุ่น (อุณฺณา ภมุกนฺตเร ชาตา)
    32.พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีพระเศียรงามบริบูรณ์ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ (อุณหิสสีโส) กล่าวคือ พระมหาบุรุษบรมโพธิสัตว์เจ้ามีพระเศียรได้มีรูปทรง งดงาม
ดุจประดับด้วยอุณหิสกรอบพระพักตร์ 
 
	มหาปุริสลักษณะทั้งสามสิบสองอย่างนี้ มีอยู่ในพระโพธิสัตว์ทุกองค์ ในชาติสุดท้าย คือชาติที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ลักษณะเหล่านี้เป็นลักษณะที่บ่ง
บอกให้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสรับรองไว้ว่า

	ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาปุริสลักษณะ 32 ประการนี้ เมื่อมหาบุรุษมีพร้อมแล้วย่อมเป็นเหตุให้มีคติเป็น 2 เท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าอยู่ครอง
เรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ อนึ่ง ถ้ามหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเครื่องมุงบังเกิด คือ กิเลสอัน
เปิดแล้วในโลก

คลิกเพื่อขึ้นบน


บทว่าด้วย ชีวิตนี้ มาจากที่ใด ใครเป็นผู้กำหนด

         ชีวิตในความหมายของพระอภิธรรม หมายถึง ชีวิตของ คน สัตว์ เทวดา รูปพรหม อรูปพรหม
อันเกิดมาจากกรรม คือ กุศลกรรม และอกุศลกรรม นั่นเอง

๑. ชีวิตที่มาจากผลของกุศลกรรม(ผลของบุญ)

         มนุษย์ เทวดา รูปพรหม และอรูปพรหม เป็นชีวิตที่เกิดมาจาก ผลของการทำความดี คือ กุศลกรรม การกระทำความดีนั้น เรา
ทำได้ ๓ ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ เช่น การทำทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา การอ่อนน้อมถ่อมตน การช่วยเหลือการงานที่เป็นกุศล การทำบุญอุทิศส่วนกุศล การ
อนุโมทนากุศล การฟังธรรม การแสดงธรรม การตั้งตนไว้ในทางที่ชอบ การทำสมาธิจนได้ รูปฌาน อรูปฌาน กุศลกรรมเหล่านี้ เมื่อบุคคลได้สิ้นชีวิตไปแล้ว จะนำชีวิตให้ไปเกิดในสุคติภูมิ
ได้แก่ มนุษย์ เทวดา รูปพรหม หรือ อรูปพรหม ตามที่ตนได้กระทำกุศลนั้น ๆ ไว้

๒. ชีวิตมาจากผลของอกุศลกรรม(ผลของบาป)

         อกุศลกรรม คือ การกระทำบาปทางกาย กายทุจริต ๓ได้แก่ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การจี้ปล้นลักขโมย การประพฤติผิดทางเพศ
การทำบาปทางวาจา วจีทุจริต ๔ ได้แก่ การพูดเท็จไม่ตรงกับความจริง การพูดส่อเสียดยุยง ทำให้เขาแตกแยกจากกัน การพูดคำหยาบด่าทอสาปแช่ง การพูดเพ้อเจ้อ เหลวไหลไร้สาระ ไม่
เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟัง การทำบาปทางใจ มโนทุจริต ๓ ได้แก่ การเพ่งเล็งในทรัพย์สินสิ่งของๆ คนอื่น เพื่อจะนำมาเป็นของตน การคิดพยาบาทอาฆาต มุ่งที่จะทำร้ายต่อบุคคลอื่น ตลอดจน
มีความเห็นผิดจากความเป็นจริง เช่น คิดว่าบุญบาปไม่มีไม่ให้ผล เมื่อตายลงไม่ต้องไปเสวยผลของบุญผลของบาป ที่ทำไว้ เห็นว่าชาติหน้า นรกสวรรค์ไม่มี เป็นต้น

          เมื่อได้ทำบาปเหล่านี้แล้วตายลงย่อมส่งผลให้ไปเกิดในอบายภูมิ ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน ต้องได้รับ
ความทุกข์ทรมาน เพื่อใช้ผลของบาปกรรมนั้น

๓. ชาติที่แล้วเป็นใครมาจากไหน ?

          คนเราโดยทั่วไปไม่ค่อยจะคิดว่า เราเป็นใครมาจากไหน ทำไมเกิดมาจึงมีรูปร่างหน้าตาอุปนิสัยใจคอไม่เหมือนกัน
เพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่เกิดมาจากบิดามารดาเดียวกัน
เหตุที่บุคคลทำกรรมไว้ต่างกัน เมื่อเกิดมาจึงไม่เหมือนกัน ถ้าที่เกิดมาจาก พรหมโลก บุคคลนั้นจะเป็นผู้มี
นิสัยรักความสงบ ชอบอยู่เงียบ ๆ ชอบทำสมาธิ ไม่ชอบความวุ่นวาย  ถ้าที่เกิดมาจาก เทวโลก บุคคลนั้นจะเป็นผู้มีนิสัย รักสวยรักงาม มีคุณธรรม มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป
   ถ้าที่เกิดมาจาก มนุษยโลก บุคคลนั้นจะเป็นผู้มีนิสัย เป็นผู้มีศีลธรรม มีเมตตาธรรม ถ้าที่เกิดมาจาก อบายโลก บุคคลนั้นจะเป็นผู้มีนิสัย เป็นผู้ดุร้าย ใฝ่ต่ำ ชอบทำบาป
ทุจริต มักง่าย ไม่ละอายต่อบาปและอกุศลกรรม เพราะเหตุที่มาต่างกัน บุคคลผู้เกิดมาในโลกนี้จึงมีนิสัยใจคอต่างกัน ดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "กรรมย่อมจำแนกสัตว์ ให้หยาบละเอียด
ต่างกัน"

คลิกขึ้นบน



บทว่าด้วย คนดี ที่ยิ่งกว่าคนดี

ปัญหา คนดีคือคนอย่างไร และคนดียิ่งกว่าดีคือคนอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็คนดีเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีความเห็นชอบ มีความดำริชอบ มีวาจาชอบ มีการงานชอบ มีการเลี้ยงชีพชอบ มีความเพียรชอบ มีการระลึกชอบ มีการตั้งมั่นชอบ มีญาณชอบ มีความหลุดพ้นชอบ บุคคลนี้เราเรียกว่าคนดี"
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็คนดีเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้มีความเห็นชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีความเห็นชอบอีกด้วย  มีความดำริชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นให้ดำริชอบด้วย มีการงานชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีการงานชอบด้วย มีการเลี้ยงชีพชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นเลี้ยงชีพชอบด้วย มีความเพียรชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีความเพียรชอบด้วย มีการระลึกชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีการระลึกชอบด้วย มีการตั้งจิตมั่นด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นตั้งจิตมั่นด้วย มีการรู้แจ้งด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นรู้แจ้งด้วย มีการหลุดพ้นชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีหลุดพ้นชอบด้วย...บุคคลนี้เราเรียกว่าคนดีที่ยิ่งกว่าคนดี...” 


บทว่าด้วย ผู้ไม่มีวาสนาได้พบ พระพุทธศาสนา

ปัญหา มีคนประเภทไหนบ้าง ที่ไม่มีโชควาสนาได้พบพระพุทธศาสนา ได้ประพฤติพรหมจรรย์ และได้
ลิ้มรสความสุขอันเกิดจากการปฏิบัติธรรม ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นผู้จำแนกธรรม และธรรมอัน
พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ย่อมนำความสงบมาให้...แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงนรกเสีย...
“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคแสดง
ย่อมนำความสงบมาให้ แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเสีย...
“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคแสดง
ย่อมนำความสงบมาให้...แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงปิตติวิสัยเสีย...
“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคแสดง
ย่อมนำความสงบมาให้...แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงเทพนิกายผู้มีอายุยืนชั้นใดชั้นหนึ่งเสีย...
“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นผู้จำแนกธรรม...นำความสงบมาให้ แต่บุคคลนี้กลับ
มาเกิดในปัจจันตชนบท และอยู่ในพวกมิลักขะไม่รู้ดีรู้ชอบ อันเป็นสถานที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
อุบาสิกา ไปมา...
“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขาเป็น
มิจฉาทิฐิ มีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การบวงสรวงไม่มีผล
ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มีโลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่ผุด
เกิดขึ้น(โอปปาติก)ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วย
ปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก...
“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขามีปัญญา
ทราม บ้าใบ้ ไม่สามารถรู้อรรถแห่งสุภาษิต และทุภาษิต...
“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นผู้จำแนกธรรม แต่พระตถาคตมิได้แสดง ถึงบุคคล
ผู้นี้จะเกิดในมัชฌมิชนบท และมีปัญญาไม่บ้าใบ้ ทั้งสามารถจะรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุภาษิต...”



คลิกขึ้นบน

เหตุแห่งความหล่อ สวย รวยทรัพย์ และเป็นผู้สูงศักดิ์

     ปัญหา เพราะเหตุไร สตรีบางคนเกิดมาจึงมีรูปงาม บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ และสูงศักดิ์อีกด้วย?

     พุทธดำรัสตอบ “...ดูก่อนพระนางมัลลิกา...มาตุคาม (สตรี) บางคนในโลกนี้ ไม่เป็นผู้มักโกรธ ไม่มากไปด้วยความแค้นใจ ถูกว่าแม้เล็กน้อยก็ไม่ขัดเคือง ไม่ฉุนเฉียว ไม่กระฟัดกระเฟียด ไม่กระด้างกระเดื่อง...เป็นผู้ให้ทาน คือข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน ระเบียบ ของหอม...แก่สมณะหรือพราหมณ์ และเป็นผู้ไม่มีใจริษยาในลาภ สักการะ...ของผู้อื่น ไม่กีดกัน ไม่ตัดรอน...ถ้ามาตุคาม(สตรี)นั้นจุติจากอัตตภาพนั้น...กลับมาเกิดในชาติใด ๆ ย่อมเป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าชม...ประกอบด้วยความ  เป็นผู้มีผิวพรรณดียิ่งนัก ทั้งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมากและสูงศักดิ์ฯ”  

 

บทกลอนนี้สำหรับคุณครูครับ




จรรยาบรรณค
รู พ.ศ.2539




 


คลิกขึ้นบน

 
   
   

๑๔๐ หมู่ ๑๒ ถนนศรีวิไล-นาแสง ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ๓๘๒๑๐

©2012 by krookolkrai.com